ให้เรตสมาชิก: 5 / 5

ดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งานดาวใช้งาน
 

 

       ประพุทธ กำลังเอก ไม่พบที่สุดของการแสวงหา จนกระทั่งมาพบจุดเปลี่ยนที่ใช่

 

                           อบรมธรรมทายาท และอุปสมบทหมู่ รุ่นพิเศษ พ.ศ.2550  อายุ 33 ปี                    

ปริญญาโทสาขาบริหารคอมพิวเตอร์ London School of Economics

      เมื่อพูดถึงนามสกุลกำลังเอก ทำให้นึกถึงพลเอก อาทิตย์ กำลังเอก อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งในวันนี้ เราได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับคนใกล้ชิดท่านที่สุดคนหนึ่ง คุณประพุทธ กำลังเอก หรือ คุณดุ๊ก ลูกชายหน้าใส ที่มีคุณแม่ คือ คุณพรสรร กำลังเอก (พรประภา)  คุณดุ๊ก เติบโตขึ้นในสังคมที่แวดล้อมไปด้วยความก้าวหน้า ทางด้านเทคโนโลยี และคริสต์ศาสนา เพราะเกิดที่สหรัฐอเมริกา และบินไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่ 8 ขวบ จนกระทั่งคว้าปริญญาโท สาขาบริหารคอมพิวเตอร์ จาก London school of Economics กลับมาฝากคุณพ่อคุณแม่ ที่เมืองไทย

       แต่นาทีนี้... เขากลายเป็นต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นถัดมา ให้ได้เดินตามหลังอีกจำนวนไม่น้อย แม้บางคนจะบอกว่า เขาคือ หนุ่มไฮโซ ที่ไม่ค่อยชอบออกงานสังคมมากนัก แต่หากมารู้จักเขาให้ลึกซึ้งขึ้น เราจะค้นพบสัจธรรมอะไรบางอย่าง กับคำพูดที่ว่า “ ผมเป็นคนหลุดแนว และเป็นคนเปิดกว้างทางความคิด “ ซึ่งแก่นสารตรงนี้แหละ... !!! ทำให้คุณดุ๊กเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชึวิตตั้งแต่อายุยังน้อย “ตั้งแต่ผมเรียนจบ ก็บินกลับเมืองไทย มาทำธุรกิจด้านเว็ปไซต์ และทำด้านกีฬาฟุตวอลเล่ย์ ซึ่งเป็นกีฬาลูกผสมระหว่าง ฟุตบอลและวอลเล่ย์บอล จะเล่นกันที่ชายหาด สนุกมาก แต่ยังไม่ค่อยบูมในเมืองไทย ผมจีงปิ๊งขึ้นมาว่า.... คนไทยเราน่าจะมีโอกาส และมีความเป็นไปได้ในการไปคว้าแชมป์โลกในกีฬาประเภทนี้ ผมจึงบุกเบิกและก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้น”

      คุณดุ๊กได้นำทีมนักกีฬาเวียนไปแข่งขันที่ประเทศกรีซ บราซิล สเปน และอีกหลาย ๆ ประเทศจนสามารถคว้าอันดับ 4 ของโลกมาแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มทำได้เพียง 5 ปี โดยมีคุณแม่เป็นผู้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด และอยู่ในฐานะผู้จัดการทีมชาติ.... !!!คุณดุ๊กได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดี จากคุณพ่อคุณแม่ที่มีฐานะดี และเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานบริหารถึง 2 บริษัท คือ บริษัทแวดไดเร็คทอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทฟุตวอลเล่ย์ จำกัด

      “บางคนอาจมองว่าผมเป็นคนมีความพร้อมในทุกด้าน ดูดี มีความสุข แต่ทำไมผมต้องแสวงหาอะไรบางอย่าง อยู่ตลอดเวลา” เป็นเพราะในวัยเด็ก ขณะที่ผมนั่งดูหนังอยู่กับคุณแม่ และเห็นคนตาย ผมจึงถามคุณแม่ว่า... คนเราเกิดมาต้องตายหรือครับ คุณแม่ตอบว่าใช่...  ผมก็ถามต่อว่า แล้วคุณแม่ก็ต้องตายหรือ คุณแม่ก็ตอบว่าใช่... คนเราเกิดมาต้องตายทุกคน อย่างนี้แสดงว่า อีกหน่อยคุณแม่ที่ผมรักที่สุดก็ต้องตายจากผมไป และผมก็ต้องตายด้วยงั้นหรือ ตอนนั้นทำให้ผมรู้สึกแย่ ผมร้องไห้โฮ รู้สึกเซ็งชีวิต และผิดหวังเอามาก ๆ จึงมีความคิดว่า งั้นโตขึ้นผมต้องรวยให้ได้มาก ๆ และจะเอาเงินมาทุ่มค้นคว้าหาวิธีการทำให้คนไม่ตาย อาจเป็นหุ่นยนต์ หรืออะไรก็ได้ ที่ทำให้คนเป็นอมตะ

      ตั้งแต่วันนั้นความรู้สึกนี้มันเลยฝังใจ ทำให้ผมพยายามแสวงหาคำตอบที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิตมาตลอด จนกระทั่งมาพบคำตอบ ที่ใช่ใน พระพุทธศาสนา โดยเฉพาะช่วงที่เรียนอยู่อังกฤษ ผมแสวงหาหนังสือประเภทธรรมะมาอ่าน และสนใจการปฏิบัติธรรม จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย จึงแสวงหาและศึกษาธรรมะมากขึ้น ทดลองปฎิบัติมาหลายแห่ง แต่ไปมากี่ที่ก็เหมือนยังไม่พบที่สุดของการแสวงหา จนกระทั่งได้มาบวช...”

      คุณดุ๊กตักสินใจมาบวชธรรมทายาท รุ่นเข้าพรรษา ที่วัดพระธรรมกาย จากการที่ลูกน้องคุณแม่ที่บริษัทแนะนำให้มาปฏิบัติธรรมที่สวนพนาวัฒน์ จ.เชียงใหม่ และก็มีพระอาจารย์เป็นผู้ชวนให้บวช “พระอาจารย์ประสิทธิ์ อนังคโน ท่านแนะนำว่า หากคิดจะมาศึกษาด้านนี้ ก็อยากให้ศึกษาให้ถ่องแท้ ซี่งจะเข้าใจได้มากขึ้นโดยการบวช ตอนนั้นผมก็อยากบวชพอดีครับ เพราะเคยบวชเณรมาแล้ว แต่บวชพระยังไม่เคย” ในช่วงเวลาที่บวชอยู่นั้น เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่คุณดุ๊กเลือกด้วยตนเอง เพราะเขาได้พบว่าวิถีชีวิตแบบนี้ทำให้เขามีความสุข และเขาก็ได้พบคำตอบที่เสาะแสวงหา

      “ผมว่าชีวิตนักบวชนี่ดีมาก ๆ เป็นพระนี่ดี ไม่ต้องเบียดเบียนใคร เป็นชีวิตที่สงบ ทำให้เราสามารถศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างเต็มที่ เมื่อก่อนผมศึกษาธรรมะมามากก็จริง แต่พอศึกษาไป ก็พบคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมคิดวนไปวนมา แต่พอมาบวชที่นี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านตอบให้เราได้หมด โดยที่เราไม่ต้องถาม เหมือนผมได้ที่สุดของคำตอบที่โดนใจ เมื่อก่อนผมคาใจมากว่าคนเราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน เราต้องเกิดอีกนานเท่าไร เพราะผมเห็นชีวิตของผู้ประสบความสำเร็จระดับสูงสุดของประเทศหลายต่อหลายคนในที่สุดก็ต้องตาย แล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ จึงทำให้ผมคิดว่ามีอะไรอีกไหม... นอกจากความรวยที่สุด มีชื่อเสียงที่สุด เพราะในเมื่อรวยที่สุดก็แค่นั้น มันน่าจะมีอะไรที่มันมากไปกว่านี้ หรือคนเราจะเกิดมาเพื่อรวยที่สุด แล้วเอาอะไรไปไม่ได้งั้นหรือ แล้วทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะบวช พระองค์ก็เป็นที่สุดของความสุขที่ชาวโลกอยากได้ มีชาติตระกูลที่สูงสุด เป็นถึงลูกกษัตริย์ มีราชสมบัติอันมหาศาลมากมาย แต่ทำไมท่านกลับยอมทิ้งทุกอย่างแล้วมาบวช แสดงว่ามันต้องมีอะไรที่มากไปกว่านั้น อีกทั้งการที่ผมได้มาฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านบอกว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง แสวงบุญ สร้างบารมี และที่ต้องทำอย่างนี้ ก็เพื่อให้เราชนะการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คำตอบตรงนี้โดนใจผม ทำให้ผมกระจ่าง....ผมว่า การบวชเป็นโอกาสที่ลูกผู้ชายพึงใช้สิทธิ์นะครับ และเป็นโครงการที่ดีมาก ๆ ที่อยากให้มาลอง เราแค่ฟังว่าคนอื่นเขาว่าดีก็ได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าได้เข้ามาเองจะได้อะไรมากกว่าที่คิด เหมือนที่ผมเองได้รับ

       หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า คุณดุ๊กจะบวชทั้งทีทำไมถึงเลือกวัดนี้ “ผมเป็นคนทำอะไรหลุดแนวอยู่แล้ว และเป็นคนเปิดกว้างทางความคิด ซี่งใครจะว่ายังไงผมก็คงไปห้ามอะไรเขาไม่ได้ แต่มาบวชวัดนี้แล้ว ผมได้อะไรหลายอย่าง ผมได้คำตอบที่ผมแสวงหา ผมได้บวชให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่ผมรักมากที่สุด ผมได้ทำให้ท่านได้เข้าวัดมาทำบุญกับพระลูกชายของท่าน ผมชอบเห็นคนที่ผมรักมาวัดด้วยกัน เพราะการที่ผมทำอย่างนี้แล้ว ผมมีความสุข ซึ่งหลาย ๆ คนที่เข้าวัดนี้จำนวนมากก็เหมือนผม คือ เขาพบความสุข มีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะหากเข้าวัดนี้แล้ว ชิวิตเขาแย่ลงเขาคงไม่เข้าหรอกครับ… คำพูดของผมอาจจะทำให้คนเข้าใจได้ยากสักหน่อย เพราะหากไม่ได้มาวัดเองก็คงไม่เห็นภาพ

       นอกจากการทำงานหนักในฐานะนักธุรกิจคนเก่งแล้ว คุณดุ๊กยังสวดมนต์ทำวัตรเช้า – เย็น นั่งสมาธิทุกวัน ถือศึล 8 ในวันพระ และวันสำคัญทางศาสนา ชวนเพื่อนและลูกน้องมาวัด   “สิ่งที่ผมทำก็ทำเพื่อตัวเอง หากเราปรารถนาให้ตัวเอง มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุข ก็ควรจะเลือกทำสิ่งดี ๆ ให้กับตัวเอง ดีกว่าไปหมกมุ่นอบายมุข และผมถือว่า การทำความดีเพียงแค่นี้มันยังน้อยมากนะครับ ถ้าจะแลกกับการให้สิ่งดี ๆ บังเกิดขึ้นกับชีวิตเราในอนาคต ผมเชื่อว่าทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นนะครับ แต่หากจะถามว่า ด้วยวิธีการไหนล่ะ ผมว่า...ความดีพื้นฐานแบบง่าย ๆ นี่ล่ะครับ จะนำความสุขความสำเร็จในชีวิตที่ยิ่งใหญ่มาสู่เราแบบเย็น ๆ แล้วการที่ผมชวนพนักงานที่บริษัทมาวัด ก็เพราะผมปรารถนาดีกับเขา ที่บริษัทมีนโยบายส่งเสริมด้านการงานและด้านจิตใจด้วย อยากให้เขาเข้าใจเรื่องบุญมากขึ้น เมื่อเขาเข้าใจ มีบุญมากขึ้น สิ่งดี ๆ ก็จะเกิดขึ้นกับเขาเอง”

       คุณดุ๊ก ผู้ก่อการดีทางความคิดและการกระทำ เขาได้กลายเป็นผู้ที่มีมากกว่าคำว่า ความพร้อมและความสำเร็จในชีวิต เพราะเขาเข้าถึงความมีแก่นสารของชีวิต จากการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มาศึกษาธรรมะ และแนะนำสิ่งดีงามเหล่านี้ให้กับคนรอบข้าง

       เรื่อง DD ของหนุ่มหน้าใน Hi-So ข้างบนนี้ ทีมงานอ่านเจอใน “วารสารอยู่ในบุญ” และทีมงานยังทราบข่าวว่า ขณะนี้ คุณดุ๊กได้ใช้สิทธิ์ที่ลูกผู้ชายพึงใช้อีกครั้ง โดยการมาบวชเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ดีว่า คุณดุ๊กผู้เพียบพร้อม มีความประทับใจกับชีวิตของการเป็น  “พระประพุทธ พุทธิพโล” มากเพียงใด

 

 

ที่มา... หนังสือ "จุดเปลี่ยน"

 

ค้นหา